ดูแลผิวให้เหมาะกับวัย..

posted on 22 Sep 2009 12:46 by beautybeauty  in Beauty
ผิวพรรณของเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม,สุขภาพ,โภชนาการ,และอายุขัยของคุณ วันนี้เรามาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของผิวการการดูแลผิวพรรรของเรากันเถอะ

20+
วัยยี้ยังมีผิวหน้าเปล่งปลั่งสดใส เรียกง่ายๆ ว่ามีเลือดฝาด ยังไม่มีริ้วรอยต่างๆ ปรากฏดังนั้น ควรเน้นที่การ ทำความสอาดเครื่องสำอาง บนใบหน้าก็เพียงพอ
คุณสาวๆควรใช้ครีมทำความสะอาดคราบเครื่องสำอางก่อนการล้างหน้า
ถ้าคุณเป็นคนที่มีผิวหน้ามัน ผิวหน้าธรรมดา หรือผิวผสม
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็นเนื้อเจลหรือโฟม เนื่องจาก
ผลิตภัณฑืประเภทเจลหรือโฟมจะช่วยขจัดความมันบนใบหน้า
ส่วนคุณสาวๆที่มีผิวแห้ง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อครีม
ซึ่งจะช่วยคงควาใชุ่มชื้นบนใบหน้าหลังจากนั้นล้างหน้าด้วยเจลหรือ
ครีมล้างหน้าตามสภาพผิวของคุณ และควรใช้โทนเนอร์
เช็ดทำความสอาดคราบหลงเหลืออีกครั้ง

ส่วนการบำรุงนั้น ก็เป็นครีมบำรุงปรกติ โดยถ้าเป็นช่วงกลางวัน
ก็ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดด
ที่มีค่า SPF 15ขึ้นไป เวลากลางคืนก็ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ปกติ

30+
วัยนี้ ผิวจะมีความยืดหยุ่นลดน้อยลง รวมถึงริ้วรอยเริ่มปรากฏ มีจุดด่างดำและ หมองคล้ำได้ง่าย
นอกจากการล้างทำความสอาดเครื่องสำอางแล้ว
ควรเสริมการดูแลด้วยการใช้
สครับและมาร์คผิวหน้าอาทิตย์ละครั้งและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่คุณใช้
ควรจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือที่เรียกกันว่า AHA
เพื่อกระตุ้นให้มีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ ควรใช้ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์
ประเภทไวท์เทนนิ่ง เพื่อเพิ่มความขาวสดใสให้กับใบหน้า และที่สำคัญคือ
การบำรุงผิวรอบดวงตาและริมฝีปาก โดยถ้าคุณสาวๆ มีปัญหาริ้วรอยใต้ตา
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อครีม ส่วนถ้าคุณสาวๆคนใหนมีปัญหาเรื่อง
รอยบวมและรอยคล้ำใต้ตา ควรใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทเจล

40+
ช่วงวัยนี้ ผิวจะแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆ ได้ง่ายเห็นรูขุมขนชัดเจนขึ้น
เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปและความเครียดเพิ่มขึ้น เซลล์ต่างๆเริ่ม
เสื่อมสภาพลงดังนั้นจึงควรดูแลเป็นผิวพิเศษ คุณควรทำความสอาดเครื่อง
สำอางบนใบหน้าให้หมดจด ขัดผิวอาทิตย์ละครั้ง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่
มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซแดนท์ซึ่งช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์
ผิวให้ช้าลงและช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ดีขึ้น

50+
วัยนี้ ผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น
คุณสาวๆในช่วงวัย 50 จะเริ่มมีผิวหน้าตกกระเนื่องจากกระบวนการผลิต
เม้ดสีผิวทำงานไม่สมบูรณ์รวมถึงผิวจะผลิตคอลลาเจนน้อยลง ทำให้ ผิว
สูญเสียความชุ่มชื่นและความยืดหยุ่น ซึ่งจะทำให้เห็นริ้วรอย เหี่ยวย่นชัด
เจนบริเวณหางตา มุมปากและข้างจมูก คุณจึงควรเอาใจใส่เป็นพิเศษ
นอกเหนือจากการทำความสอาดแล้ว คุณควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วน
ผสมประเภทมอยส์เจอไรเซอร์ ทีมีความเข้มข้นสูงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
ให้กับผิว และที่รควรเน้นเป็นพิเศษคือ ผลิตภัณฑ์ประเภท Serum ซึ่ง
Serum ทำหน้าที่ช่วยเร่งการทำงานของมอยส์เจอไรเซอร์ให้มีประสิทธิ
ภาพสูงสุด เพื่อเมื่อผิวของคุณไม่แห้ง ริ้วรอยต่างๆก็จะจางลงทำให้คุณ
แลดูมีผิวหน้าอ่อนกว่าวัย

20 ไอเดียง่ายๆ ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี ลดความอ้วนให้ได้ผล ก็ต้องออกกำลังกายตามโปรแกรม รับประทานอาหารอย่างระวัง แต่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลามากนัก เพราะชีวิตยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากมาย เราสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ท่องจำให้แม่นตลอดเวลาว่าคุณต้องการมีหุ่นที่ดีทุกครั้งไม่ว่าคุณจะทำอะไร 20 อย่างต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณอาจได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ทำแล้วให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนักไปในตัว

1. อย่าปล่อยให้ปริมาณอาหารกำหนดการกินของคุณ เพราะปริมาณอาหารไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทุกมื้ออาหารควรทานให้อิ่มพอดีๆ อย่าให้ถึงกับรู้สึกอึดอัด และไม่ต้องเสียดายอาหารที่เหลือในจาน แต่ให้คิดเสียว่าอาหารที่เหลือต่อวัน คือแคลอรีที่คุณสามารถลดได้


2. หาน้ำดื่มทุกครั้งก่อนที่คุณจะหาขนมนมเนยเข้าปาก ถ้าทำได้ วิธีนี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว ทั้งลดความอ้วนและประหยัดค่าขนมไปในตัวด้วย


3.กฎเหล็กของการลดความอ้วนคือ การตัด ABC ออก A หมายถึง Alcohol (แอลกอฮอร์), B หมายถึง Bread (ขนมปัง) และ C carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต)


4.ปล่อยให้ตู้เย็นโล่งสะอาดตา โดยหาเพียงสิ่งที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือทานแล้วช่วยให้คุณดูสวยขึ้น เช่น หาผลไม้หรือน้ำผลไม้ประดับตู้เย็นแทนขนมเค๊ก นมพร่องไขมันเนย และน้ำแร่แช่แทนน้ำอัดลม และที่สำคัญ ควรหาภาพนางแบบหุ่นดีๆ ใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วนโค้งเว้า มาติดตู้เย็นแทนแม่เหล็กที่แถมจากร้านอาหาร
 

5.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะอาหารเช้าสามารถช่วยให้คุณทานอาหารมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง
 

6.เคยมีผลวิจัยบอกว่า การได้ฟังดนตรีเพลงโปรด (ต้องเพลงช้าๆ นะ) นั้นเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหารรสเยี่ยม ทีนี้เมื่อคุณเกิดอาการอยากอาหาร ให้ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะแทน
 

7.เตือนความจำตัวเองด้วยการนำชุดตัวเก่งที่คุณใส่ได้เมื่อครั้งยังผอม แขวนในตู้เสื้อผ้าที่คุณสามารถเห็นได้ชัดทุกวัน เพื่อเตือนความจำให้คุณอยากกลับมาใส่ชุดนี้อีกครั้ง
 

8.เมื่ออยู่ห้องแอร์เย็นๆ ให้หาน้ำขิงหรือชาเขียวดื่มแทน กาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย เปรียบเสมือนทานข้าวไปสองจาน น่าตกใจไหมล่ะ
 

9.นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และเต็มตา เพราะผู้หญิงเรา หากได้นอนหลับเพียงพอ ร่างกายจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40% เชียวนะ
 

10.ก่อนเข้าซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ควรจดรายการที่ต้องการ และซื้อตามรายการที่จด แทนการเลือกซื้อแบบตามใจฉันจะนึกออก ณ ตอนนั้น หากตั้งใจช้อปของไม่มาก แนะนำให้ถือตระกร้าแทนรถเข็น เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ออกแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้คุณเลือกซื้อของเกินรายการที่ต้องการอีกด้วย

11.หลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจาก แสงของยามค่ำคืนและการนอนดึกจะยิ่งทำให้คุณอยากทานของจุกจิก หรือหิวระหว่างคืนได้ แต่หากคุณต้องการดูหนังในเวลากลางก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดไฟดวงน้อย เมื่อหนังจบก็สามารถดับไฟนอนได้เลย
 

12.เปลี่ยนขนมจุกจิกเป็นลูกอม เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี และสามารถช่วยให้คุณหายหิวได้ถึง 20 นาที
 

13.เติมความสดชื่นด้วยชาเขียว เพราะชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น ควรหาชาเขียวมาดื่มร้อนๆ สักสามถ้วยต่อวัน
 

14.ทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ทานอาหารในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากต้องการกิน ก็ควรนั่งกินบนโต๊ะอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
 

15.หาเวลาสัก 20 นาทีต่อวัน สำหรับการเดินเล่น ชมสวน หรือนั่งเล่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ วิธีนอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันได้อีกด้วย
 

16.ฝึกที่จะใช้บันไดแทนลิฟ หากคุณทำงานหรือเรียนอยู่บนชั้นสูงๆ ให้ขึ้นลิฟไปถึงก่อนชั้นทำงานหรือชั้นเรียนอย่างน้อย 2 ชั้นที่เหลือให้ใช้บันไดแทน
 

17.ปลดปล่อยอารมณ์ให้สุดเหวี่ยงขณะขับรถ โดยการฟังเพลงแดนซ์เพลงโปรดของคุณ ร้องออกมาดังๆ แล้วขยับร่างกายตามจังหวะเพลง ไม่ต้องไปสนใจใครหรอก โดยเฉพาะหากรถยังแล่นอยู่
 

18.ยุ่งนัก หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ให้หาถุงเท้าสบายๆ แล้วใส่อยู่บ้านแล้วโลดแล่นให้ทั่วพื้นบ้าน จินตนาการว่ากำลังเล่นสเก็ตอยู่ เพียง 10 นาทีก็ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีเชียวนะ
 

19.หาวีดีโอหรือวีซีดีออกกำลังกายสักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นเฮ็ลท์คลับส่วนตัว เปิดแอร์ได้ไม่ว่ากันค่ะ
 

20.เปลี่ยนนิสัยขี้เกียจ แล้วเริ่มหัดทำงานบ้านเสียบ้าง เพราะทุกสิ่งที่คุณทำล้วนเปรียบเสมือนได้ออกกำลังกายและเผาผลาญแคลอรีในตัว

ขอขอบคุณข้อมูล จาก
http://www.geocities.com/dodee999

 

ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านเลยนะคะ ที่หายหน้าหายตาไปนาน ไม่ได้นำเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันกัน  เนื่องมาจากว่า เจ้าของบล็อก ขอลาคลอด!!!! 

 วันนี้กลับมาแล้วค่ะ  สัญญาว่า จะนำเรื่องราว และเคล็ดลับต่างๆมาให้ติดตามกันต่อไป...

 

Beautybeauty...

สวัสดีค่ะ

วันนี้กลับมาเอาใจสาวๆหนุ่มๆที่มีแผนจะลดน้ำหนักกันอีกแล้ว... ไม่รู้ทำไม เรื่องความอ้วนความผอมนี่ช่างเป็นปัญหาหนักอกเสียเหลือเกิน  ส่วนเจ้าของบล็อกbeautybeautyนั้น ถือว่าเกิดมาโชคดี ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักเกิน เพราะเกิดมาชาตินี้ น้ำหนักยังไม่เคยเกินจนถึงขนาดต้องกังวล... เพราะอะไรน่ะหรือ... เรามีเคล็ดลับค่ะ...

 การจะลดน้ำหนักให้ได้ผลดีนั้น ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยค่ะ  เมื่อรู้สึกตัวว่าเริ่มอ้วน ก็ต้องหันมาหาสาเหตุแล้วค่ะ ว่าอ้วนเพราะอะไร? อ้วนไปเพราะทานเยอะขึ้นหรือเปล่า? อ้วนโดยธรรมชาติหรือเปล่า? ฯลฯ?  แล้วก็แก้ปัญหาที่ตัวต้นเหตุ...  อ่านดูแล้วง๊ายง่ายเนอะ แต่ขอบอกว่าพอทำเข้าจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนี้เลยค่ะ เพราะว่า เราๆท่านๆทั้งหลาย ยังมีความ"อยาก"อยู่ โดยเฉพาะ ความ"อยากกิน" นี่สิ ศัตรูตัวฉกาจเลยทีเดียว...

 มาพูดถึงผู้ที่อ้วนโดยธรรมชาติกันเสียก่อน คือ  ไม่ใช่คนทานเยอะเลย ทานแบบพอดีๆ แต่ก็ทำไมหนอ ยังดูมีเนื้อ ดูจ้ำม่ำอยู่เลย...  อันนี้บอกตรงๆค่ะว่า อันที่จริงมันเป็นผลกรรมเก่าที่สะสมมาตั้งแต่สมัยก่อน  บิวตี้บิวตี้เชื่อว่า สมัยก่อน หรือตอนเด็กๆ คุณอาจจะเป็นคนทานเยอะ ทานเก่ง ซึ่งเด็กๆนั้น พ่อแม่มักจะชอบอกชอบใจที่เห็นลูกทานอาหารได้เยอะๆ เจริญอาหารเสียเหลือเกิน โดยไม่ได้คิดว่าจะทำให้ลูกทรมานใจในภายภาคหน้า...หรือแม้แต่บางคน  พ่อแม่ก็ห้ามแล้วห้ามอีก กลัวเหมือนกันว่าลูกจะอ้วน..แต่ลูก..ก็ยัง Enjoy Eating!!! เป็นต้น

ความอ้วนแบบนี้ ที่เมื่อโตขึ้นมาแล้วก็ยังอ้วนอยู่ แม้ว่าจะกลับมาทานอาหารปริมาณปกติ ไม่มากไปไม่น้อยไป แต่ก็ยังรู้สึกว่า "อ้วน" อยู่ดี.. บิวตี้บิวตี้ขอบอกว่า ตัวปัญหาอยู่ที่ "ไขมันสะสม" ค่ะ 

กำจัดไขมันสะสมไปได้เมื่อไร หุ่นเพรียวใส ก็จะเป็นของคุณทันที...

อีกรูปแบบหนึ่งของความจ้ำม่ำ คือ "จ้ำม่ำชั่วคราว"    อ้วนแบบนี้ ก็เกิดจากการทานอาหารมากๆ โดยเฉพาะพวก แป้งและไขมัน  ก็จะทำให้ความอ้วนมาเยือนชั่วคราว.. แต่ปัญหาคือ!! อ้วนชั่วคราวน่ะไม่เท่าไร แต่บางคนน้ำหนักขึ้นแล้วขึ้นเลย ขึ้นแล้วไม่ขึ้นแค่ชั่วคราว แถมลดยากเสียด้วยนี่สิ... เฮ้อ...บิวตีบิวตี้ก็หนักใจแทนนะคะ... 

แต่จะอย่างไรก็ตาม จำพวกหลังนี่ การจะลดน้ำหนักให้ได้ยล ถือว่าหินเลยล่ะค่ะ เพราะต้องไปกำจัด"ต่อมความอยาก" ไม่ให้ทานนั่นทานนีพร่ำเพรื่อ พูดง่ายๆก็คือ  ต้องใช้"ใจ" เป็นหลัก...

 ก็ว่ากันไปตามประสาแล้ว..ทีนี้มาดูวิธีลดน้ำหนักกันดีกว่า อยากลดน้ำหนักแบบไหน เลือกได้ตามสไตล์ของคุณ

วิธีแรก...ทานอาหารปกติ ลดแค่ของหวานๆ... วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการกำจัดไขมันสะสม และทานอาหารในปริมาณพอดีๆอยู่แล้วค่ะ

คือ 1 ทานอาหารในปริมาณปกติ ไม่ต้องลดอาหาร

     2 ลดอาหารหวานๆ ไม่ใช่ไม่ให้ทานเลยนะคะ ทานได้ แต่ลดปริมาณลงมาหน่อย

     3 เปลี่ยนเวลาทานผลไม้ ไม่ให้ทานตอนเย็น หันมาทานตอนกลางวันแทน เนื่องจากว่า ผลไม้มีน้ำตาลสูง หากทานตอนเย็นจะทำให้เผาผลาญได้ไม่หมด ก็จะทำให้สะสมต่อไปอีก...

     4 ทานH plus สูตรชาเขียว เพื่อช่วยในการเผาผลาญไขมันส่วนเกินสะสม ควบคู่กับ Nature Plant S เพื่อช่วยกำจัดและขับของเสียจากการเผาผลาญไขมันส่วนเกินสะสม...

เพียงเท่านี้ คุณก็จะพบว่า ไขมันสะสมของคุณจะเริ่มหายไปทีละนิดๆ  หุ่นเพรียวสวยอยู่ในมือคุณแค่เอื้อมแล้วค่ะ

http://www.pantipmarket.com/mall/beautybeauty/?node=products&id=14882

 

วิธีที่สอง.. ลดปริมาณอาหารลง.. วิธีนี้เหมาะกับคนที่"จ้ำม่ำชั่วคราว"  

การลดน้ำหนักแบบนี้ ทางบิวตี้บิวตี้ขอแนะนำว่า ที่ถูกวิธีคือการลดปริมาณอาหารลง ทีละนิดๆ และที่สำคัญต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่  แม้ว่าคาร์โบไฮเดรตและไขมันจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อ้วน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของเราไม่สามารถขาดอาหารทั้ง 2 หมู่นี้ได้เลย   สังเกตนะคะ เรียนวิชาสุขศึกษา ด้านโภชนาการ ทีไร เนื้อหาก็จะเน้นเรื่องของการได้รับสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกที... เพราะอะไรน่ะหรือ.. ก็เพราะว่า หากขาดอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งไปในระยะเวลาไม่นาน ก็จะทำให้เกิดภาวะ ขาดสารอาหารได้ค่ะ

การลดอาหารที่ถูกวิธี ก็คือ หากตั้งใจจะลดแล้ว ให้ลดปริมาณลง ทีละน้อยๆ จนกระทั่งอยู่ตัว ไม่ใช่ว่าลดฮวบฮาบไปเลย จะทำให้เกิดอาการ"โหย" แล้วแผนลดน้ำหนักครั้งนั้น นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังจะทำให้เกิดโยโย่จากการที่เราโหยหาอาหารอีกด้วยค่ะ

 วิธีที่มีผู้พิสูจน์แล้ว ว่าได้ผลจริง คือ ค่อยๆลดปริมาณอาหารลงมาจากที่เราทานปกติเรื่อยๆ จนกระทั่ง..

มื้อเช้า..โปรตีนสกัดจากธัญพืชโบทานีก้า + กาแฟลดความอ้วน เอสคอฟฟี่ + ไข่ดาวหรือไข่ต้ม (ทานแต่ไข่ขาว ไม่ทานไข่แดง) + ขนมปัง 2-3แผ่น

 มื้อกลางวัน.. โปรตีนสกัดจากธัญพืชโบทานีก้า + ยำ หรือ ก๋วยเตี๋ยว หรือ ผลไม้ +โยเกิร์ตไขมันต่ำ

มื้อเย็น.. โปรตีนสกัดจากธัญพืช โบทานีก้า+ ผักจิ้มน้ำพริก (ไม่ทานข้าว)  หรือ

             โปรตีนสกัดจากธัญพืช โบทานีก้า + สลัดผักน้ำใส

ก่อนนอน..โปรตีนสกัดจากธัญพืชโบทานีก้า

จะเห็นว่า ในเมนูเหล่านี้ ใน 1 วัน จะมีสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่  มื้อเช้า...ร่างกายต้องการพลังงานเพื่อนำมาเผาผลาญเพื่อใช้ระหว่างวัน จึงไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องแป้งและไขมัน และเป็นมื้อที่ไม่ควรงดแป้งและไขมันโดยเด็ดขาด  หากไม่ทานแป้ง ไขมันในปริมาณมากเกินไป  ในระหว่างวัน ก็จะเผาผลาญและนำไปใช้เป็นพลังงานได้หมด ไม่ก่อให้เกิดน้ำหนักเกินหรือไขมันสะสมแต่อย่างใด

มื้อกลางวัน.. ก็ยังคงทานแป้งและไขมันได้ แต่ไม่ควรให้มากเกินกว่ามื้อเช้า  เนื่องจากร่างกายยังคงต้องการพลังงานไปใช้จนถึงตอนเย็น  และการที่ทานผลไม้มื้อกลางวัน ไม่นำไปทานในมื้อเย็นนั้น เป็นเพราะว่า ในผลไม้มีน้ำตาลธรรมชาติหรือที่เรียกว่า ฟรักโตส สูง  นี่คือคาร์โบไฮเดรตอีกอย่างหนึ่ง และหากนำไปทานมื้อเย็น จะทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้หมด   จึงต้องนำมาทานมื้อกลางวันแทน

มื้อเย็น..ร่างกายมีไม่มีต้องการพลังงานมากเท่ากับตอนเช้าและตอนกลางวัน มื้อนี้จึงควรหลีกเลี่ยงแป้ง น้ำตาล และไขมันเข้าไว้ ทานในปริมาณน้อยมากๆได้   เพราะหากได้รับมาก หรือได้รับเท่ากับมื้อเช้า มื้อกลางวัน จะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานไม่หมด และจะกลายเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกายต่อไป..

 และสังเกตว่า ทุกมื้อ แม้แต่ก่อนนอน เจ้าของสูตรนี้จะรับประทานโปรตีนสกัดจากธัญพืชด้วยเสมอ เพราะเนื่องจาก เมื่อลดอาหารลงเรื่อยๆแล้ว ร่างกายที่เคยได้รับสารอาหารในปริมาณหนึ่งๆ กลับได้รับสารอาหารน้อยลง อาจจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ การได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการนั้น จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย และไม่มีอาการโหยหาอาหาร  ที่สำคัญ ช่วยให้ร่างกายไม่โทรมจากการลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ

 เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น น้ำหนักของเจ้าของสูตร ลดลงมาถึง 1-2 กก.

http://www.pantipmarket.com/mall/beautybeauty/?node=products&id=13674

http://www.pantipmarket.com/mall/beautybeauty/?node=products&id=17791

 

ขอขอบคุณ เจ้าของเมนูลดน้ำหนัก..คุณ จิ๊ฟ โกสิงห์..

edit @ 21 Jul 2009 17:05:47 by Beautybeauty

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นต้องขออภัย ที่ห่างหาย ไม่ได้อัพบล็อกเสียนาน ทำให้หลายๆคนรอนาน..  คราวนี้กลับมาแก้ตัวใหม่ ด้วยภาคต่อของผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วน!!!  เชิญอ่านได้เลยจ้า 

ผลไม้กลุ่มแตง

-แตงโม  หนึ่งผลมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 92% แตงโมจึงเป็นผลไม้ที่ให้ทั้ความชุ่มชื้นและความอร่อย แตงโมมีค่าดัชนีไกลเซมิกสูงถึง 72 แต่ปริมาณไกลเซมิกต่ำเพียง 10 เนื่องจากความฉ่ำของน้ำแตงโมมีแคลอรี่ และโซเดียมต่ำ ไม่มีไขมันเลย แตงโมจึงอุดมด้วยสารอาหารเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี จึงเป็นผลไมม้ที่ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดี และทำให้สุจภาพแข็งแรง  นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 5 วิตามินซี เบตา-แคโรทีน กรดโฟลิก แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปแทสเซียม  - เมลอน  มีน้ำปริมาณสูงเป็นส่วนประกอบ จึงถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยทำความสะอาดระบบในร่างกายและให้ความชุ่มชื้นเช่นเดียวกับแตงโม เมลอนมีค่าดัชนีไกลเซมิกค่อนข้างสูง แต่มีปริมาณไกลเซมิกต่ำ เมลอนเป็นอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักได้ แถมยังช่วยแก้อาการท้องอืดและตาบวม 

วิธีเลือกซื้อ  ควรเลือกซื้อแตงที่มีน้ำหนัก ผิวตึง ไม่เหี่ยวย่น ทราบหรือไม่ว่าเมล็ดแตงโมมีโปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็น ดังนั้นหากคุณจะทำน้ำแตงโมจึงไม่ควรแกะเมล็ดทิ้ง  ส่วนน้ำของเมลอนมีรสชาติที่หวานหอม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทำน้ำผลไม้ โดยเฉพาะเมื่อคุณใช้พันธุ์กาเลียหรือโอเกน และด้วยความหวานนี้เอง เมลอนจึงเป็นตัวเลือกที่ดีแทนขนมปังและช็อคโกแลตสำหรับผู้ที่ชอบความหวาน

 

แอปเปิ้ล                อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ ตลอดจนใยอาหารช่วยล้างพิษทั้งระบบได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นสุดยอดอาหารสำหรับการลดน้ำหนัก แอปเปิ้ลมีเพกตินสูง มีใยอาหารละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร จึงช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย  และทำให้ลำไส้แข็งแรง  เพกตินยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LDL ชนิดไม่ดีในเลือด                แอปเปิ้ลยังประกอบด้วยเอนไซม์ที่ช่วยกระบวนการบ่อบ รวมทั้งมีกรดมาลิกซึ่งช่วยทำให้ไขมันที่สะสมอยู่แตกตัว และกำจัดไขมันที่อยู่ในเซลล์ของร่างกาย นอกจากนี้กรดมาลิกยังช่วยร่างกายกำจัดสารพิษที่อาจทำให้เกิดเซลลูไลทืด้วย วิธีเลือกซื้อ  ควรเลือกแอปเปิ้ลสุก และหลีกเลี่ยงแอปเปิ้ลที่เก็บจากต้นก่อนสุก เพื่อให้เก็บไว้ได้นาน เนื่องจากแอปเปิ้ลที่ยังไม่สุกยังพัฒนาสารอาหารได้ไม่เต็มที่  ควรล้างแอปเปิ้ลให้สะอาดเสมอ แม้จะซื้อแบบที่ปลูกตามธรรมชาติก็ตาม 

Tips!!!  การทำความสะอาดร่างกายในหนึ่งวัน ทำได้โดยรับประทานแต่แอปเปิ้ล และดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วใหญ่ สำหรับแผนการลดน้ำหนักทั่วไป ให้นำแอปเปิ้ลมาปรุงอาหารเช้า เช่น หั่นใส่ในสลัดผลไม้หรือผสมกับโยเกิร์ตชีวภาพไขมันต่ำ แอปเปิ้ลช่วยบำรุงผิวพรรณได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยลบจุดด่างดำ และทำให้ผิวเปล่งปลั่งสุขภาพดี..

 องุ่น                มีรสหวาน เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการน้ำตาล และช่วยการล้างพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากองุ่นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยล้างพิษในตับ ไต และระบบการย่อยอาหารอย่างได้ผล  มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ องุ่นมีน้ำตาลตามธรรมชาติสูง จึงมีค่าดัชนีไกลเซมิกสูง แต่ยังเป็นอาหารที่ดีสำหรับผู้ลดน้ำหนัก องุ่นพวงเล็กประมาณ 12-15 ผล สามารถใช้เป็นของหวานหรือของว่างที่แสนอร่อยได้ วิธีเลือกซื้อ   ควรเลือกซื้อองุ่นสด ขั้วติดแน่น ไม่ช้ำ องุ่นเป็นผลไม้ที่ฉีดยาฆ่าแมลงค่อนข้างเยอะ ดังนั้นก่อนนำมารับประทานต้องล้างน้ำหลายๆครั้ง จนสะอาด หรือใช้น้ำยาล้างผักผลไม้ล้าง กระทั่งหมดคราบยาฆ่าแมลง TIPS!!! การรับประทานองุ่นเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาหนึ่งวัน สามารถล้างพิษได้ดี และสะดวกรวดเร็ว แค่ควรดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 8 แก้วใหญ่ ส้ม                เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง มีแคลอรี่ต่ำ เป็นของว่างเพื่อสุขภาพที่รับประทานได้ในทุกโอกาส ส้มอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ  และแร่ธาตุสำคัญอย่างโพแทสเซียมและแคลเซียม  ส้มช่วยบำรุงสุขภาพของลำไส้ และกำจัดของเสีย วิธีเลือกซื้อ    ดูขนาดและรูปร่างของผลไม้ว่าได้สัดส่วนสวยงามตามลักษณะที่ควรจะเป็น ขนาดไม่เล็กหรือไม่ใหญ่จนเกินไป ตรงตามลักษณะของสายพันธุ์ผลไม้ชนิดนั้นๆ ควรมีสีเข้มเป็นมันสม่ำเสมอ นอกจากนั้นควรดูความสดสะอาด ไม่ช้ำ ไม่แตก ไม่มีรอยจุดจากโรคแมลง มะละกอ

                ผลไม้รสหวานอร่อยนี้ ช่วยทำความสะอาดและบรรเทาอาการต่างๆในทางเดินอาหาร มะละกอเป็นอาหารล้างพิษที่ดี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต ด้วยการป้องกันการสะสมไขมันบนผนังเส้นเลือด มะละกอประกอบด้วยเอนไซม์พาเพน ซึ่งย่อยโปรตีนและช่วยย่อยอาหาร ส่งผลให้ลดน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง  นอกจากนี้ ถึงแม้มะละกอจะมีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่ก็เต็มไปด้วยใยอาหาร และปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อและแก่ก่อนวัย

 

วิธีเลือกซื้อ     ขึ้นอยู่กับมะละกอในแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงความต้องการที่จะนำไปรับประทาน แต่หลักการสังเกตโดยรวมก็คือ เลือกผลมะละกอที่ไม่มีรอยช้ำ เปลือกมีผิวสีเหลืองอมส้ม

 

(ขอบคุณ นิตยสาร @Kitchen  Vol. 4 No. 35 july 09) 
 

edit @ 17 Jul 2009 11:51:26 by Beautybeauty

ขออนุญาตหยิบยกกระทู้หนึ่งจากพันทิปดอทคอมมาก่อนเลยนะคะ

 กลูต้าไธโอนปลอมระบาดหนัก!!!

http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q8070630/Q8070630.html

เดี๋ยวนี้ การจะซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น เป็นเรื่องเสี่ยงนะคะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความสวยความงามที่ออกมาวางจำหน่ายกันจนเลือกไม่ถูกว่าจะใช้ยี่ห้อไหนดี...

 ด้วยกระแสค่านิยมว่า "ขาวเท่านั้น" ทำให้มีผู้ผลิตมากมายนำกระแสความขาวมาใช้.. ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ที่สาวไทยจะอยากมีผิวขาวกระจ่างใส ดูมีสุขภาพดี แต่ผิดแน่ หากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของแท้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ผ่านการรับรองจากอย. ... แทนที่จะได้มีผิวขาวใส เฉิดฉายได้  จะกลับเป็นอันตรายแก่ตัวเองเสียก่อน...

 ก็ขออนุญาตอีกครั้ง ที่จะนำข้อมูลจากบล็อกแกงก์ของคุณ MOMO_EDWANA_AOKI มาฝากให้อ่านกันค่ะ

ฉีด "กลูตาไธโอน" ขาว ..แต่อันตรายถึงชีวิต

สารกลูตาไธโอน เป็นโปรตีนที่ร่างกายเราสังเคราะห์ได้เอง ทำหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนโดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยตับขจัดสารพิษ โดยเฉพาะตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เช่น โลหะหนัก สารฆ่าแมลง เมื่อรวมตัวกับสารกลูตาไธโอนจะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกาย ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่อายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง มักจะตรวจพบสารกลูตาไธโอนปริมาณสูงในกระแสเลือด ต่อมาวงการแพทย์ได้นำสารกลูตาไธโอนมาใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง เช่น โรคตับ โรคไต พาร์กินสัน อัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก มานานกว่า 30 ปี โดยฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อ

เนื่องจากร่างกายเราสร้างกลูตาไธโอนได้เอง เมื่อต้องเสริมกลูตาไธโอนในปริมาณมากเพื่อมุ่งรักษาโรค จึงมีผลข้างเคียงโดยกลูตาไธโอนมีฤทธิ์ไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ทำให้ผิวขาวขึ้นในเวลาอันสั้น จึงเกิดการแตกตื่นและนำกลูตาไธโอนมาเเป็นอาหารเสริมเพื่อชะลอวัย และหวังผลให้ผิวขาวใสหรือผิวขาวอมชมพู

กิน-ฉีดให้ขาว อันตรายถึงชีวิต

ในความเป็นจริงยาเม็ดที่เป็นอาหารเสริมไม่มีผลให้ผิวขาว เพราะสารชนิดนี้ไม่สามารถดูดซึม และจะถูกขจัดออกจากร่างกายในที่สุด จึงได้มีการดัดแปลงนำมาผสมกับวิตามินซีแล้วฉีดเข้าเส้นเลือดหรือกล้ามเนื้อครั้งละ 600 มิลลิลิตร สัปดาห์ละครั้ง ราคา 4,000-5,000 บาท ติดต่อกัน 3-5 สัปดาห์ ผิวจะเริ่มขาวขึ้นหลังฉีดครั้งแรกประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้น 2 เดือนผิวจะกลับมาเป็นสีเดิมจึงต้องฉีดซ้ำอยู่เป็นระยะ

ต่อมาองค์การอาหารและยาได้ประกาศห้ามใช้กลูตาไธโอนเพื่อช่วยผิวขาวแล้ว เนื่องจาก กลูตาไธโอนทั้งชนิดเม็ดและชนิดฉีดเพื่อมุ่งผิวขาวมีกลูตาไธโอนสูงถึง 500-1,000 มิลลิกรัม ซึ่งมากกว่าปริมาณที่แพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยใช้ คือ ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อวัน และอาจทำให้แพ้ยาจนช็อกถึงขึ้นเสียชีวิตเฉียบพลัน หรือส่งผลในระยะยาว เช่น สะสมในร่างกายส่งผลเสียต่อตับและไตได้ และทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังเนื่องจากผิวไวต่อแสงแดดเพราะเม็ดสีผิวถูกทำลาย

เสริมกลูตาไธโอนด้วยการกิน

แม้การบริโภคกลูตาไธโอนในปริมาณมากจะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีโรคแทรกซ้อน อาจทำให้ปริมาณกลูตาไธโอนที่ร่างกายผลิตได้ลดลง ทำให้ร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระ ผิวแห้งเหี่ยวเร็ว ไม่เปล่งปลั่ง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ (ในกรณีที่ป่วย) หรือเลือกกินอาหารที่ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างกลูตาไธโอนได้ดีขึ้น ได้แก่ ปลา เนื้อหมู เนื้อวัว นม ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม มะเขือเทศ และผลไม้ เช่น แตงโม สตรอว์เบอร์รี่ องุ่น อะโวคาโด

(เครดิต..จากบล็อกของคุณ MOMO_EDWANA_AOKI ค่ะ)

 

ทีนี้ จะเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต้องพิจารณาอะไรบ้าง  ก่อนอื่นก็ต้อง ดูวัตถุประสงค์ว่า เราต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่ออะไร กรณีนี้ เพื่อความขาวใส...แล้วเราก็มาพิจารณาส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นั้นๆค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง นอกจากพิจารณาว่า มีสารที่จะช่วยให้ขาวใสได้จริงแล้ว ยังต้องพิจารณาอีกด้วยว่ามีสารที่เป็นอันตราย หรือที่เราแพ้หรือไม่  และปริมาณส่วนประกอบต่างๆ มีเยอะมากเกินไปหรือเปล่า เพราะอย่างที่บอกค่ะ อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อย่างเดียว... และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมดูสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายรับรองจาก อย. นะคะ และอย่าลืมว่า ต้องเป็น อย. ไทยเท่านั้น... ถ้าหากบอกว่าผ่านอย. ชาติอื่นมา แต่อย.ไทยไม่ได้รับรองให้ นั่นหมายความว่า ต้องมีอะไรแปลกประหลาด หรือไม่เหมาะสมจริงไหมคะ...

กลูต้าไธโอนที่จะได้รับการรับรองจาก อย. นั้น จะต้องมีปริมาณไม่เกิน 250 มก. ต่อแคปซูล  และจะต้องมีคำแนะนำในการรับประทานอย่างถูกต้อง และคำนวณมาแล้ว ผู้ใช้จะไม่ได้รับกลูต้าไธโอนเกินขนาด อย.จึงจะรับรองให้ เนื่องจากเห็นแล้วว่าปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย...

ดังนั้น ถ้าหากต้องการปรับผิวขาวด้วยกลูต้าไธโอน อย่าลืมถามหาสัญลักษณ์ อย. และอย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำข้างกล่องด้วยนะคะ เพราะแม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆจะผ่านการรับรองแล้ว แต่การใช้ยาเกินขนาด ก็จะทำให้เป็นอันตรายได้ค่ะ...

 

ข้อมูลเพิ่มเติม คลิก!!!

 

edit @ 17 Jul 2009 18:56:25 by Beautybeauty

เคยสับสนกับการเลือกซื้อ เลือกใช้แปรงสำหรับแต่งหน้าสวยกันบ้างไหมคะ?

…ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของดิฉันเลยนะคะนี่ ใครเกิดอาการแบบเดียวกัน ดิฉันมีข้อมูลดี ๆ บางแบ่งปันกันค่ะ…ในหนังสือ Beauty Evolution ของ Bobbi Brown ผู้เชี่ยวชาญด้านความสวยความงามระดับโลกบอกไว้ว่า เพียงแค่คุณเลือกใช้แปรงดี ๆ ก็สามารถรู้สึกถึงความแตกต่างได้แล้ว ทั้งยังแนะว่าแม้คุณจะชื่นชอบการแต่งหน้าแต่เพียงบาง ๆ ก็ตาม การลงทุนหาซื้อแปรงดี ๆ ไว้ใช้สักชิ้นสองชิ้นถือเป็นเรื่องจำเป็น…

แปรงดีไม่ดีดูอย่างไร?

>>> บ๊อบบี้บอกว่าอย่างแรกขนแปรงต้องนุ่มไม่ระคายผิว จะทำด้วยขนสัตว์ธรรมชาติ หรือขนสังเคราะห์ก็ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของผิวยามได้สัมผัสกับขนนั้น
- อย่างแปรงสำหรับทาลิปสติก และแปรงสำหรับคอนซีลเลอร์ควรเป็นแปรงที่มีความแข็งแรงพอที่จะปาดเกลี่ยเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของครีมข้นสูงได้ จึงควรเป็นแปรงที่ผลิตจากใยสังเคราะห์

- ส่วนแปรงที่มีไว้ใช้ส่วนตา แก้ม และผิวหน้านั้น ควรมีเส้นขนที่นุ่มฟู เพื่อปัดผงแป้งให้กระจายทั่วบริเวณอย่างนวลเนียน ซึ่งบ๊อบบี้ให้ลองทดสอบด้วยการให้ลองปาดแปรงลงบนบริเวณหน้าในส่วนที่ถูกต้อง

- แล้วดูว่าคุณรู้สึกอย่างไร หลังจากนั้นทดสอบความคงทนของแปรงด้วยการปัดแปรงลงบนฝ่ามือดูว่ามีขนหลุดร่วงมาหรือไม่ ด้ามแปรงก็มีความสำคัญนะคะ ถ้าด้ามแปรงยาวเกินไป คุณอาจรู้สึกเกะกะ และควบคุมทิศทางได้ลำบาก ฉะนั้นลองดูให้ถนัดมือค่ะ

แปรงแพงดีกว่าไหม?

>>> บ๊อบบี้ให้คำตอบว่าของดีย่อมมีราคา และแปรงที่ผลิตมาสำหรับช่างแต่งหน้ามืออาชีพนั้นมักจะมีคุณภาพที่สุด แต่ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะลงทุนมากขนาดนั้น ลองหาซื้อแปรงคุณภาพปานกลางจากร้านค้าทั่วไปก็ได้ แต่จำไว้ว่าทางลัดในการเลือกซื้อคือ ให้ศึกษาคำแนะนำจากเคาน์เตอร์เครื่องสำอางชั้นนำ จดจำทุกรายละเอียด แล้วออกมาหาซื้อแปรงที่หน้าตาใกล้เคียงกันที่ร้านสะดวกซื้อ เมื่อได้มาแล้วก็ให้ติดฉลากลงไปบนด้ามแปรง ว่าเอาไว้ใช้ทำอะไร เช่น Eyeliner กันลืมยังไงล่ะคะ

วิธีดูแลรักษา

>>> คุณควรทำความสะอาดแปรงทุก 3 – 5 เดือน ด้วยการล้างน้ำสบู่อ่อน ๆ อย่างสบู่เด็ก อย่าใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ขนแปรงแข็งกระด้าง อย่าจุ่มแปรงทั้งด้ามลงในน้ำ เพราะอาจทำให้กาวที่ยึดไว้เสื่อมสภาพ ขนแปรงหลุดร่วงออกจากด้ามได้ บ๊อบบี้ให้เคล็ดไว้ว่าควรบีบสบู่เด็กหยดเล็ก ๆ ลงบนฝ่ามือ ชุบขนแปรงให้เปียกน้ำแล้วปาดไปมาเบา ๆ ลงบนหยดสบู่จนเกิดฟอง แต่ต้องทำเบา ๆ นะคะ เมื่อขนแปรงมีฟองจนทั่วแล้วก็ล้างออกให้เกลี้ยง แต่ไม่ว่าจะใช้สบู่อะไร แน่นอนว่ากลิ่นของมันคงติดอยู่ ฉะนั้นอย่าลืมเลือกกลิ่นที่คุณชอบ เมื่อล้างเสร็จบีบน้ำออกด้วยผ้าขนหนูหรือกระดาษนุ่ม ๆ ตากให้แห้งด้วยการวางพาดกับโต๊ะโดยปล่อยให้ขนแปรงยื่นเลยขอบโต๊ะออกมา ระวังอย่าให้ขนแปรงสัมผัสกับสิ่งใด ๆ เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นอับชื้น และขนแปรงเสียรูปทรงได้

แล้วดูสิคะว่าคุณรู้สึกถึงความแตกต่างได้ไหม…

 

(เครดิต sanook.com)

 

ข้อมูลนางแบบ.. 

ชื่อ-  หญิง

อายุ-  26 ปี

จังหวัด- พิษณุโลก

อาชีพ- เจ้าของ และ MD สื่อกลางงานโฆษณา Ying Agency (www.yingagency.com)

 

หากใครเคยไปจังหวัดพิษณุโลก คงจะทราบกันดีว่า เป็นจังหวัดที่ร้อนมากๆ แดดลงจัดตั้งแต่เช้า จนหัวค่ำกันเลยทีเดียว  เจ้าของบล็อกเอง เคยไปใช้ชีวิตอยู่พิษณุโลกระยะหนึ่ง...ผลที่ได้กลับมาภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ก็คือผิวแทนสวย เซ็กซี่ (อันที่จริงจะเรียกว่า ดำทะมึน ก็คงจะดีกว่า) อยากจะบอกว่า ยิ่งกว่าไปเที่ยวทะเลอีกค่ะ...

 คุณหญิง เป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "สโนว์" ที่มีส่วนผสมของกลูตาไธโอนเป็นประจำ โดยเธอทานวันละ 2 แคปซูล (เช้าและเย็น ครั้งละ 1 แคปซูล) คู่กับ วิตามินซี วันละ 2 เม็ด (และเธอมาเริ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คิวเทน ในภายหลังด้วย)

 แต่เริ่มเดิมที ด้วยความที่พิษณุโลก บ้านเกิดของเธอเป็น area ที่แดดจัด(จริงๆ)  ทำให้ใบหน้าของเธอ เป็นกระมาตั้งแต่เริ่มสาว โชคดีที่ยังไม่ทันจะเป็นฝ้า...และเมื่ออายุมากขึ้น รูขุมขนบนใบหน้าก็เริ่มกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

 เธอเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอไม่กล้าทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป เพราะเธอไม่มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย  แต่เมื่อเธอมารู้จักผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "สโนว์" ความคิดของเธอก็เปลี่ยนไป...

เธอเห็นว่า "สโนว์" เป็นอาหารเสริมที่ผ่านการรับรองจาก อย. แล้ว และสังเกตข้อมูลส่วนประกอบ ก็มีแต่สารสกัดจากธรรมชาติทั้งนั้น  และคนที่แนะนำเธอ ก็ใช้แล้วเห็นผลจริง!!!

ความเปลี่ยนแปลงที่เธอเริ่มสังเกตได้ด้วยตัวเองคือ  (ภายใน 1 เดือน) ผิวหน้าเนียนขึ้น  (ภายใน 2 เดือน)กระบนใบหน้าเริ่มจางลง (ไม่ได้หายไปหมด แต่เพียงแค่นี้ เธอก็พอใจอย่างที่สุดแล้ว)  และหลังจากนั้นสีผิวก็สว่างขึ้นเรื่อยๆ  และเมื่อเธอลองทานโคเอนไซม์คิวเทนเพิ่มเติมด้วย เธอสังเกตว่า ริ้วรอยบนใบหน้าก็บางลง

 

จนปัจจุบันนี้ เธอยังคงรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของทางร้านอย่างต่อเนื่อง และผิวพรรณของเธอก็สดใส เปล่งปลั่งขึ้นอย่างที่เธอต้องการ..

 

 

ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ คลิก!!!

http://www.pantipmarket.com/mall/beautybeauty/?node=products&id=13672

 

(ปล. หลายๆคนอาจสงสัยว่า คุณหญิง ในบล็อกนี้ คือเจ้าของบล็อกหรือเปล่า ขอตอบคำถามค่ะ ว่า ไม่ใช่จ้า

เจ้าของบล็อกอยู่ กทม. ไม่ได้อยู่พิษณุโลกค่ะ  คุณหญิงคือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จริงๆค่ะ)

 

ขอขอบคุณหญิง ผู้ก่อตั้ง ญ  เอเจนซี่  สื่อชื่อดังของจังหวัดพิษณุโลก ที่ยอมมาเป็นแบบให้เรา และให้ข้อมูลจากประสบการณ์จริง...

edit @ 9 Jul 2009 19:20:29 by Beautybeauty

edit @ 10 Jul 2009 14:39:14 by Beautybeauty

กลูต้าไธโอน ทำให้ผิวขาวจริงหรือไม่?

กลูต้าไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญในร่างกาย ที่สามารถสร้างขึ้นเอง จากอาหาร ประเภทโปรตีน ไข่ และนม รวมถึง ผลไม้ประเภท อะโวคาโด และจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ที่ได้รับสามารถพบได้ทุกเซลล์ เป็นสารที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamicacid หน้าที่ หลักมีอยู่ 3 ประการ คือ

1. ต้านอนุมูลอิสระ Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติ เป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น ที่มีความสำคัญตัวหนึ่ง ในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซี และอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่

2. กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยกระตุ้นการทำงาน ของเอ็นไซม์หลายชนิด เพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้าง และซ่อมแซม DNA

3. การขจัดสารพิษ Detoxification : กลูตาไธโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่างๆ ที่ช่วยในการกำจัดพิษ ออกจากร่างกาย โดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิด ไม่ละลายในน้ำ เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น และง่ายต่อการกำจัด ออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษ จากบุหรี่ และยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ

ข้อบ่งใช้ในทางการแพทย์ สารนี้บางประเทศขึ้นทะเบียนเป็นยา และ บางประเทศใช้เป็นอาหารเสริม แต่ในประเทศไทย สารนี้ยังไม่ผ่านการอนุมัติจาก องค์การอาหารและยา มีรายงานการใช้สาร กลูต้าไธโอน ในหลายกรณี เช่น โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน โดยใช้ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำ ใช้รักษาภาวะการเป็นพิษจากโลหะหนัก พิษจากยาพาราเซ็ทตามอลทำลาย พิษในตับ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานในคนไข้ AIDS , มะเร็ง และใช้ต้านความชรา แต่ข้อมูลที่ใช้รักษาฝ้า และทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เหมือนมีแสงออร่านั้น พบว่าเป็นผลข้างเคียง จากการใช้สารนี้ที่ใช้รักษาโรคอื่น แล้วผิวขาวขึ้น จึงมีการนำมาใช้ทำให้ผิวขาวขึ้น

ปัญหาของกลูต้าไธโอน

1. ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือ การฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ มีโอกาสที่จะแพ้ได้ ทั้งการแพ้สารกลูตาไทโอน เอง หรืออาจจะแพ้ สารฆ่าเชื้อ หรือ สารกัน เสียหรือ สารปนเปื้อน ขณะนี้มีรายงานในต่างประเทศว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดกลูต้าไธโอนขนาดสูง ที่ใช้กันอยู่มีอาการช็อค ความดันต่ำ หายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

2. สารกลูต้าไธโอน ที่ใช้ฉีดเป็นการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหาร และยาสารนี้ที่ใช้ในการแพทย์ มีชื่อ ว่าTationil ซึ่งผลิตโดยบริษัท Roach ประเทศอิตาลี แต่บริษัท Roach ประเทศไทย ได้ยืนยันมาว่า บริษัทไม่ได้เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่าย และยังพบว่ามียาปลอมมีที่ผลิตที่เวียดนาม และจีนโดยที่พิมพ์ว่า ผลิตในอิตาลี ทำให้เกิดผลข้างเคียงในการฉีดได้

3. การที่ฉีดมักจะให้วิตามินซีในขนาดสูงร่วมด้วย ซึ่งการฉีดวิตามินซีในขนาดที่สูงและ เร็วเกินไป อาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ คล้ายจะเป็นลมได้

4. พบว่าการที่ได้รับการฉีดสารกลูต้าไธโอนเป็นเวลานานๆ จะทำให้เม็ดสีที่จอตาลดลงทำให้รับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็น ได้ในอนาคต ทาง วารสารทางการแพทย์สหรัฐอเมริกาจัดว่า เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง ทางตา

5. การใช้สารกลูต้าไธโอนในผู้ป่วยมะเร็งทำให้ประสิทธิภาพในการรักษา


( ข้อมูลโดย : สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย )
จะเห็นว่ากลูตาไธโอน มีประโยชน์ และมีผลข้างเคียงให้ผิวขาวใสได้จริง แต่การใช้กลูตาไธโอนแบบฉีด หรือแบบกินที่มีปริมาณสูงๆ อาจทำให้เกิดอันตรายได้  หากต้องการให้ผิวสวย ขาวใส หันมาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบเม็ด ที่มีปริมาณกลูตาไธโอนที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไป และที่สำคัญ ต้องสังเกตเครื่องหมายรับรองจาก อย. ด้วยนะคะ

edit @ 9 Jul 2009 10:05:09 by Beautybeauty

10 สุดยอดผลไม้ กินแล้วไม่อ้วน..ตอนที่ 1

ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บ้านใหม่ของBeautybeauty Shop ด้วยข้อมูลด้านสุขภาพค่ะ สาระวันนี้ จะเป็นประโยชน์ม๊ากกกกกมากสำหรับสาวๆที่กลัวอ้วน!!!! 

ผลไม้ 10 ชนิดที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้  เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งเราสามารถซื้อมารับประทานได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องกลัวอ้วนกันเลยค่ะ  และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ด้วย  ผลไม้ทั้ง 10 ชนิดนี้ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเฉลี่ยที่ 1.9-10กรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม  เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าผลไม้ 10 ชนิดที่ว่านี้ มีอะไรบ้าง

ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ฯลฯเบอร์รี่ ทั้งหลาย  ผลไม้เหล่านี้ล้วนมีไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทั้งยังมีสรรพคุณที่ช่วยต่อต้านมะเร็ง 

-สตรอว์เบอร์รี่  มีวิตามินซีสูง รสเปรี้ยวอมหวาน ให้พลังงานต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอยู่ในอันดับต้นๆของผักผลไม้ แถมยังช่วยล้างพิษ  ทำให้ร่างกายสดชื่นผ่อนคลาย  แต่การจะกินสตรอว์เบอร์รี่สดให้ได้คุณค่า ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และทางที่ดีควรกินให้หมดภายในวันหรือสองวันหลังจากซื้อ เพราะหากทิ้งไว้นานวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระในผลสตรอว์เบอร์รี่จะถูกทำลายได้ง่าย

- ราสป์เบอร์รี่  เป็นอีกหนึ่งสุดยอดในบรรดาผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย อุตมด้วยวิตามินซีและเส้นใยอาหารสูง

- แบล็คเบอร์รี่  เป็นผลไม้ที่มีสีม่วงเข้มจนเกือบดำ มีกรดฟีโนลิก วิตามินซี และโฟเลตสูง  ช่วยเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย และยังมีซาลิไซเลตที่สามารถลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้ และโรคหัวใจได้

- บลูเบอร์รี่  กำลังเป็นผลไม้ยอดนิยมสำหรับผู้สูงอายุในสหรัฐฯ เพราะผลการวิจัยพบว่า หากกินเป็นกระจำสุขภาพจะแข็งแรง และมีส่วนช่วยในเรื่องของความจำที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ช่วยต้านการทำลายเซลล์ให้กับร่างกาย นอกจากนี้ยังมีปริมาณใยอาหารสูง โดยเฉพาะเพกติน ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

วิธีเลือกซื้อ  ควรสังเกตที่ผิวเปลือกนอก ไม่ควรเหี่่ยวย่น หรือมีรอบช้ำ ที่สำคัญควรเก็บให้ถูกวิธีโดยใส่ถุงซิปล็อคแล้วแช่ตู้เย็นในอุณหภูมิที่พอเหมาะ เพื่อรักษาความสดใหม่

2 กีวี            ประกอบไปด้้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน จัดเป็นสุดยอดผลไม้ที่มีระดับวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง เรียกว่า เกือบสองเท่าของวิตามินที่เราได้จากการกินส้มหนึ่งผล  โดยวิตามินซีมีความสำคัญต่อร่างกายมาก เนื่องจากช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กและโฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผู้หญิงต้องการมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีแม็กนีเซียมในปริมาณสูงด้วยเช่นกัน แถมยังอุดมไปด้วย โปแตสเซียม วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไฟเบอร์สูง ซึ่งในกีวีหนึ่งผลจะมีเส้นใยอยู่ถึงร้อยละ 16 ของปริมาณเส้นใยที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีน รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิดที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

วิธีเลือกซื้อ ปกติแล้วบริเวณเปลือกนอกของผลมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อควรสังเกตว่ามีขนปกคลุมหรือเปล่า ไม่ควรเลือกกีวีที่มีผิวเกลี้ยง และควรมีสีน้ำตาลอมเขียว ถ้ามีสีน้ำตาลเข้ม แสดงว่าเป็นกีวีเก่าและสุกเกินไป ไม่ควรซื้อมารับประทาน

3 แครนเบอร์รี่            เป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์ไม่แพ้ผลไม้จำพวกเบอร์รี่อื่นๆ แครนเบอร์รี่มีวิตามินซีต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง จึงเป็นอาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยม มีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการต้านแบคทีเรีย และขึ้นชื่อในการช่วยรักษาและป้องกันโครกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ความเข้มข้นของสารแทนนินสามารถป้องกันแบคทีเรียไม่ให้เกาะตามผนังทางเดินปัสสาวะ ช่วยป้องกันนิ่วในไต และต้านเชื้อไวรัส หากไม่สามารถหาแครนเบอร์รี่สดได้ ให้ซื้อแบบแห้ง หรือเลือกน้ำแครนเบอร์รี่และสารสกัดแทนได้

วิธีเลือกซื้อ  ควรสังเกตที่สีของผล หากมีสีแดงสวย นั่นคือผลแครนเบอร์รี่ที่ยังไม่สุกดี  จะมีรสชาติฝาด แต่หากมีสีแดงเข้ม เป็นผลแครนเบอร์รี่ที่สุกเต็มที่ มีรสชาติหวานนิดๆ และควรเลือกผลที่ไม่มีรอยช้ำ

4 มะเขือเทศ            ในผลมะเขือเทศมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นสุดยอดอาหารที่ให้ความชุ่มชื้น รสอร่อย และมีประโยชน์สารพัด มีแคลอรี่ต่ำมาก จึงนับว่า มะเขือเทศเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังมีสารไลโคปีน มีส่วนในการลดระดับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากไลโคปีนมีส่วนช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเซลล์ อันเนื่องมาจากการเกิดอนุมูลอิสระ นักวิจัยสหรัฐฯแนะนำให้รับประทานมะเขือเทศรวมทั้งผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน

วิธีเลือกซื้อ ควรเลือกผลที่มีผิวตึง ไม่เหี่ยว และสีแดงสด เนื้อแน่น มีน้ำหนัก ผิวเกลี้ยงไม่มีรอยตำหนิ

5 สับปะรด            ผลไม้ที่มีกลิ่นหอม รสหวาน และอร่อยชนิดนี้ ช่วยย่อยโปรตีนและทำความสะอาดลำไส้ เนื่องจากสับปะรดประกอบด้วยเอนไซม์โบรมีเลียนที่ช่วยย่อยโปรตีนได้ คล้ายกับเอนไซม์พาเพนที่พบในมะละกอ ช่วยทำความสะอาดและกระตุ้นระบบการย่อย ช่วยลดคอเลสเตอรอล สามารถทำเป็นน้ำผลไม้คั้นสดที่มีรสชาติดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำสับปะรดล้วน หรือผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่น เช่น แอปเปิ้ล หรือกล้วย จะมีรสชาติดี แตกต่างจากสับปะรดกล่อง

วิธีเลือกซื้อ  การเลือกซื้อสับปะรด ต้องทราบความต้องการก่อนว่านำไปใช้ในการปรุงอาหารหรือกินสดๆ เพราะมีการเลือกซื้อแตกต่างกันตรงที่ขั้วสับปะรด  หากขั้วมีสีเหลืองเข้ม เป็นสับปะรดฉ่ำ ส่วนเปลือกเขียวอมเหลืองนิดๆ เหมาะสำหรับนำมาใช้ทำอาหารมากกว่า

การกินที่ถูกวิธีคือใช้มีดใหญ่ปอกเปลือกออกให้หมด จากนั้นใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นแถวๆ ในแนวเฉียงเพื่อตัดส่วนตาออก ตัดขั้วออกแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ ทาเกลือให้ทั่ว หรือแช่ในน้ำเกลืออ่อนๆ ประมาณ 2-3 นาที การทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือนอกจากจะทำให้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid รวมถึงเอนไซม์บางชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หลังรับประทานได้

(ข้อมูลจากนิตยสาร @Kitchen ฉบับที่ 4 มิ.ย. 2552) 

สำหรับอีก 5 ชนิด รอหน่อยนะคะ มีสูตรดีท็อกซ์ ล้างสารพิษและลดความอ้วนด้วยค่ะ

 

ส่วนผู้ที่ต้องการกำจัดไขมันสะสมส่วนเกินด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สกัดจากธรรมชาติ และได้รับการรับรองจาก อย. แล้ว สามารถดูข้อมูลได้ที่..

http://www.pantipmarket.com/mall/beautybeauty/?node=products&id=14882

 

edit @ 9 Jul 2009 13:01:13 by Beautybeauty

edit @ 9 Jul 2009 19:12:20 by Beautybeauty